ทุนการศึกษาบุตร
 
 
 


ทุนการศึกษาบุตรของกำลังพลสังกัด ทบ.

หลักเกณฑ์การให้ทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการ ทบ.(อนุมัติหลักการ) Download ที่นี่

ระเบียบ ทบ. ที่เกี่ยวข้อง ใช้ระเบียบ ทบ. ว่าด้วย การให้ทุนการศึกษาแก่บุตรกำลังพล ในสังกัด กองทัพบก พ.ศ.2553

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับกำลังพลในสังกัด ทบ. ซึ่งมีรายได้น้อย และส่งเสริมให้กับบุตร กำลังพล ได้รับการศึกษาสูงขึ้น

ใครมีสิทธิได้รับทุนการศึกษาบ้าง
บุตรของข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ ในสังกัดกองทัพบก

ทุนการศึกษามีทั้งหมด 9 ประเภท
1. ทุน ทบ.
2. ทุน ททบ.
3. ทุน สก.ทบ.
4. ทุนมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรี
5. ทุน รร.กีฬา
6. ทุน รร.ตท.
7. ทุนสมาคมทหารผ่านศึกเกาหลี
8. ทุนกรณีพิเศษ
9. การปูนบำเหน็จพิเศษ

รายละเอียดของทุนแต่ละประเภท

1. ทุน ทบ.

การมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรกำลังพลในสังกัด กองทัพบก เป็นประจำทุกปี
โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วย การให้ทุนการศึกษาแก่บุตรกำลังพล
ในสังกัด กองทัพบก พ.ศ.2553 บุตรมีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ ครอบครัวละ 1 ทุนเท่านั้น

ประเภทของทุน ทบ. มี 2 ประเภท
1. ประเภทบุตรของผู้มีรายได้น้อย มียศไม่เกิน พ.ต. / รับเงินเดือนไม่เกิน น.1 ชั้นสูงสุด
มีบุตร 2 คนขึ้นไป และมีผลการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 65 หรือ 2.6
แต่ปริญญาตรี ร้อยละ 60 หรือ 2.4
2. ประเภทบุตรที่มีผลการศึกษาดีเด่น ไม่จำกัดชั้นยศ และเงินเดือน มีบุตร ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป และมีผลการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 74 หรือ 3.4 แต่ปริญญาตรี ร้อยละ 70 หรือ 3.0

แบ่งเป็น 3 ระดับการศึกษา
1. ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนละ 2,000.- บาท
2. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย / ปวช. / ปวส. / ปวท. ทุนละ 3,000.- บาท
3. ระดับปริญญาตรี ทุนละ 5,000.- บาท

2. ทุน ททบ.

ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา ทุนละ 2,000.-บาท

3. ทุน สก.ทบ.

การมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และพนักงานราชการ
ในสังกัด สก.ทบ. และ ดย.ทบ. โดยให้หลักเกณฑ์การพิจารณาตามระเบียบ สก.ทบ. ว่าด้วย
การให้ทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และพนักงานราชการ
ในสังกัด สก.ทบ. พ.ศ. 2550 และฉบับเพิ่มเติม ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2551
บุตรอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ ครอบครัวละ 1 ทุนเท่านั้น

ประเภทของทุน สก.ทบ. มี 2 ประเภท
1. ประเภทบุตรของผู้มีรายได้น้อย ยศไม่เกิน พ.ต. / เงินเดือนไม่เกิน น.1 ชั้นสูงสุด มีบุตร 2 คนขึ้นไป และมีผลการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ66 หรือ 2.6 แต่ปริญญาตรี ร้อยละ64 หรือ 2.4
2. ประเภทบุตรที่มีผลการศึกษาดีเด่น ไม่จำกัดชั้นยศ / เงินเดือนมีบุตรตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป และมีผลการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 85 หรือ 3.4 แต่ปริญญาตรี ร้อยละ 75 หรือ 3.0

แบ่งเป็น 3 ระดับการศึกษา
1. ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนละ 2,000.- บาท
2. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย / ปวช. / ปวส. / ปวท. ทุนละ 3,000.- บาท
3.ระดับปริญญาตรี ทุนละ 5,000.- บาท

เงินทุนการศึกษา ได้รับมาจาก
1. เงินทุนการศึกษาของ ทบ. ปีละ 11 ทุน เป็นเงิน 32,000.- บาท
2. เงินทุนการศึกษาของ ททบ.5 ปีละ 10 ทุน เป็นเงิน 10,000.- บาท
3. เงินทุนสาธารณประโยชน์ของ สอท.สก.ทบ. จำกัด การขอทุนจะต้องเป็นสมาชิกสอท.สก.ทบ.จำกัด ด้วย

4. ทุนมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรี

ใช้ระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการให้ทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการ และลูกจ้างประจำ ของ ทบ.
ที่สอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐและวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรี พ.ศ.2541
( ทุนละ 10,000.- บาท )

วัตถุประสงค์ เพื่อให้ความอนุเคราะห์เงินทุนการศึกษาแก่บุตร ฯ และเป็นการจูงใจให้บุตรได้มีความวิริยะ อุตสาหะ ในการศึกษาเล่าเรียน
     เป็นการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการ และลูกจ้างประจำของ ทบ. ที่สอบเข้าศึกษา ในมหาวิยาลัยของรัฐ และวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรีได้ทั้งหมด โดยยึดถือหลักเกณฑ์ ตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการให้ทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการ และลูกจ้างประจำของ ทบ. ฯ พ.ศ. 2541 และยกเลิกหลักเกณฑ์การให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ผ่านการคัดเลือกในระบบการรับเข้า (Admissions) และระบบการรับตรง ที่ต้องมีผลการสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) บุตรกำลังพลที่สอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ และวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรี สามารถขอรับทุนการศึกษาได้ทั้งหมด

หลักเกณ์การขอรับทุนการศึกษาฯ
บุตรที่มีสิทธิขอรับทุนการศึกษาฯ
     ต้องเป็นบุตรข้าราชการ และลูกจ้างประจำของ ทบ.ที่สอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ และวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรี โดยยกเลิกหลักเกณฑ์การให้ทุนการศึกษาแก่บุตรที่ผ่านคัดเลือกในระบบรับเข้า (Admissions) และระบบการรับตรง ที่ต้องมีผลการสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน O – NET
คุณสมบัติของผู้ยื่นขอรับทุน มีดังนี้
  1. เป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ ในสังกัด ทบ. ที่มียศไม่เกินพันตรี และมีเงินเดือนไม่เกินระดับ น.2 ชั้นสูงสุด ทั้งนี้ไม่นับรวมเงินเพิ่มอื่น ฯ ที่จ่ายควบกับเงินเดือน และ/หรือเงินค่าจ้างประจำ และไม่รวมกับรายได้ของคู่สมรส
  2. ต้องมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอุปการะตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (ไม่รวมบุตรบุญธรรม)
  3. ในกรณีผู้ยื่นขอรับทุนต่างรับราชการในสังกัด ทบ. ด้วยกันทั้งบิดา และมารดา ให้บิดาเป็นผู้ยื่นรายงานขอรับทุน และมีสิทธิขอรับทุนได้ครอบครัวละ 1 ทุนเท่านั้น
  4. ผู้ยื่นขอรับทุนต้องระบุว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบใด
คุณสมบัติของบุตรที่มีสิทธิขอรับทุน
  1. เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของข้าราชการ หรือ ลูกจ้างประจำ ในสังกัด ทบ. และมีอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ นับถึง 31 พ.ค. ของทุกปีการศึกษาที่ขอรับทุนการศึกษา
  2. เป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ และวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ระดับปริญญาตรี เท่านั้น
  3. ไม่เป็นผู้ที่เคยรับทุนการศึกษาจากสถาบันอื่นที่ ทบ. เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกในปีการศึกษาที่ขอรับทุนการศึกษา
หลักฐานประกอบการพิจารณา มีดังนี้
  1. สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อของผู้รายงานขอรับทุนการศึกษาให้แก่บุตร , ชื่อคู่สมรส , ชื่อบุตรที่ขอรับทุน และชื่อบุตรคนที่ 2 ( ไม่รวมบุตรบุญธรรม )
  2. บัตรประจำตัวผู้สมัครสอบ และหมายเลขประจำตัวสอบ (ของมหาวิทยาลัยที่สอบเข้าได้)
  3. บัตรประชาชนผู้สอบ
  4. หลักฐานใบลงทะเบียนเรียน พร้อมทั้งใบเสร็จรับเงิน(ต้องตรงกับมหาวิทยาลัยที่สอบเข้าได้)
  5. ใบมอบตัวเป็นนิสิต หรือใบรับรองมหาวิทยาลัย (ต้องตรงกับบัตรประจำตัวผู้สมัครสอบ)
  6. หนังสือขอรับทุนการศึกษา โดยมีผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ระดับผู้บังคับกองพัน หรือ เทียบเท่าขึ้นไปลงนามรับรอง ( กรอกให้ครบตามความเป็นจริง )
  7. หลักฐานการขอรับทุนการศึกษาต้องครบตามที่กำหนด ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะไม่สามารถนำมาพิจารณาขอมอบทุนการศึกษา ฯ ได้

5. ทุน รร.กีฬา

ทุนการศึกษาที่มอบให้แก่บุตรข้าราชการ และลูกจ้างประจำ ในสังกัด ทบ. ที่สอบเข้าศึกษาได้ และกำลังศึกษาอยู่ใน รร.กีฬา สังกัด สถาบันการพลศึกษา พ.ศ.2550 ทุนละ 3,000.- บาท ยศไม่เกิน พ.ต. / เงินเดือนไม่เกิน น.2 ชั้นสูงสุด และมีบุตร 2 คนขึ้นไป ขอรับทุนได้ครอบครัว
ละ 1 ทุนเท่านั้น ซึ่งมีทั้งหมด 11 โรงเรียน ได้แก่ รร.กีฬา จว.สุพรรณบุรี / ขอนแก่น / อุบลราชธานี / นครศรีธรรมราช /นครสวรรค์ / ยะลา / ศรีสะเกษ / ลำปาง / ชลบุรี / อ่างทอง / ตรัง
          
วัตถุประสงค เพื่อให้ความอนุเคราะห์เงินทุนการศึกษาแก่บุตร ฯ และเป็นการจูงใจให้บุตรได้มีความวิริยะ อุตสาหะ ในการศึกษาเล่าเรียน

คุณสมบัติของผู้ยื่นขอรับทุน
  1. เป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ ในสังกัด ทบ. ที่มียศไม่เกินพันตรี
  2. ต้องมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอุปการะตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ( ไม่รวมบุตรบุญธรรม )
  3. ในกรณีบิดา และมารดา รับราชการในสังกัด กองทัพบก ให้บิดา เป็นผู้ยื่นรายงานขอรับทุน และมีสิทธิขอรับทุนได้ครอบครัวละ 1 ทุนเท่านั้น

หลักฐานประกอบการพิจารณา
  1. สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อของผู้รายงานขอรับทุนการศึกษาให้แก่บุตร , ชื่อคู่สมรส , ชื่อบุตรที่ขอรับทุน และชื่อบุตรคนที่ 2 ( ไม่รวมบุตรบุญธรรม )
  2. หนังสือรับรองของโรงเรียน หรือ ใบเสร็จชำระค่าเล่าเรียน
  3. หนังสือรายงานขอรับทุนการศึกษา โดยมีผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้บังคับกองพัน หรือเทียบเท่าขึ้นไปลงนามรับรอง ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 ( กรอกให้ครบทุกช่อง)

5. ทุน รร.ตท.

           ทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการ และลูกจ้างประจำ ในสังกัด ทบ.ที่ศึกษาใน รร.ตท.
ทุนละ 10,000.- บาท
โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาระเบียบ ทบ. พ.ศ. 2549 และตั้งแต่ ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นไป ผบ.ทบ.ได้กรุณาอนุมัติแก้ไขระเบียบ ทบ. ว่าด้วย การให้เงินรางวัลบุตรข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ พ.ศ.2549 ฯ ที่ศึกษาใน รร.ตท.
     เงินที่มอบให้แก่ นตท. ให้ถือเป็นเงินรางวัลที่เข้าศึกษาใน รร.ตท. ได้ มิใช่ทุนการศึกษา

วัตถุประสงค เพื่อให้ความอนุเคราะห์เงินทุนการศึกษาแก่บุตร ฯ และแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง
ส่งเสริมให้บุตร ฯ ได้รับการศึกษาสูงขึ้น โดยมอบเงินรางวัล รายละ 10,000.- บาท

คุณสมบัติผู้ยื่นรับเงินรางวัล
  1. มีบุตรชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอุปการะไม่จำกัดจำนวน
  2. ขอรับเงินรางวัลให้แก่บุตรที่เข้าศึกษา ฯ ได้ทุกคน
  3. เป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ สังกัด ทบ. ไม่จำกัดชั้นยศ และเงินได้รายเดือน

หลักฐานประกอบการพิจารณา
  1. สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้รายงานขอรับเงินรางวัลให้แก่บุตร , ชื่อคู่สมรส , ชื่อบุตรที่ขอรับเงินรางวัล
  2. สำเนาใบเสร็จรับเงิน
  3. ใบรับรองของ รร.ตท.
  4. หนังสือขอรับเงินรางวัล โดยมีผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ระดับผู้บังคับกองพัน หรือ เทียบเท่าขึ้นไป ลงนามรับรอง

7. ทุนสมาคมทหารผ่านศึกเกาหลี

โดยใช้ระเบียบสมาคมฯ ฉบับที่ 9 เป็นทุนการศึกษาที่มอบให้กับทหารผ่านศึกเกาหลี
ทั้งประจำการ และนอกประจำการ จำนวน 30 ทุน

แบ่งเป็น 2 ระดับ
  1. ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ทุนละ 2,000.- บาท
  2. ระดับอุดมศึกษา ทุนละ 3,000.- บาท

ใครมีสิทธิไดรับทุนนี้บ้าง ?
  1.ผู้ไปรบ หรือคู่สมรส
  2. ทายาท
  3.ผลการศึกษา ร้อยละ 65 % หรือ 2.5
  4.บิดาหรือมารดามีรายได้ไม่เกิน 35,000.-บาท
  5. ขอได้ปีละ 1 ทุน เท่านั้น (บุตรต้องไม่ซ้ำกันในการขอปีถัดไป)

หลักฐานประกอบการพิจารณา
  1. การกรอกข้อความในใบสมัครขอรับทุนการศึกษา ฯ ต้องถูกต้อง ครบถ้วน และครบทุกช่องไม่เช่นนั้นจะถือว่า เอกสารหลักฐานบกพร่อง อาจเป็นสาเหตุต้องเสียสิทธิ์การได้รับทุนการศึกษา ฯ
  2. จะต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา ฯ ในปีการศึกษาก่อน ( 2 ปีติดกัน )
  3. การพิจารณามอบทุนจะมอบให้แก่บุตร – หลานทหารผ่านศึกเกาหลีรุ่นแรก ๆ ตามลำดับและบิดา – มารดามีรายได้น้อย รวมกันไม่เกินเดือนละ 35,000.- บาท
  4. หลักฐานรายได้รายเดือนของ บิดา – มารดา ที่ขอรับทุน ถ้าไม่สามารถหาหลักฐานการรับรองได้ เช่น ค้าขายทั่วไป ให้ ผบช.หน่วยที่รับเอกสารขอรับทุน ชั้นยศ ตั้งแต่ พ.ท. ขึ้นไป รับรองรายได้ ได้
  5. ทายาทผู้ถือ " ใบแทนบัตรเหรียญชัยสมรภูมิ " ไม่ประสงค์ใช้สิทธิขอรับทุนการศึกษาในปีการศึกษาใด ให้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ พี่ – น้อง ร่วมบิดาทหารผ่านศึกเกาหลี ยื่นใบสมัครขอรับทุนการศึกษาให้หลานทหารผ่านศึกเกาหลีแทนได้ และให้แสดงหลักฐานประกอบใบสมัครครบถ้วน

8. ทุนกรณีพิเศษ

                    ใช้ระเบียบ ทบ. ว่าด้วย การให้ทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการ และลูกจ้างประจำ ในสังกัด กองทัพบก พ.ศ.2542 ตามระดับการศึกษา ปัจจุบันจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ดังนี้
   - ระดับอนุบาล 3 ปี ๆ ละ 4,000.-บาท
   - ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้น 9 ปี ๆ ละ 4,000.-บาท
   - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี ๆ ละ 6,000.-บาท
   - ระดับปริญญาตรี 4 ปี ๆ ละ 10,000.-บาท
สำหรับในกรณีออกจากการศึกษา และไม่ศึกษาต่อภายใน 1 ปี ให้ยกเลิกการให้ทุนดังกล่าว

วัตถุประสงค เป็นการช่วยเหลือด้านทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการที่เสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพ จากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเพิ่มเงินทุนการศึกษาแต่ละระดับเป็น 2 เท่า จากที่ระเบียบ ทบ. กำหนด

9. การปูนบำเหน็จพิเศษ

         ใช้ระเบียบ ทบ. ว่าด้วย การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้ที่ได้รับการปูนบำเหน็จพิเศษ พ.ศ.2551

วัตถุประสงค์ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้ที่ได้รับการปูนบำเหน็จพิเศษ ไม่ต่ำกว่า 7 ชั้น กรณีปฏิบัติหน้าที่จากการสู้รบ การต่อสู้ หรือโดยการกระทำของฝ่ายตรงข้าม จนได้รับอันตรายถึงเสียชีวิต หรือปลดออกจากราชการ เนื่องจากพิการทุพพลภาพ และไม่บรรจุกลับ เข้ารับราชการใหม่ โดยมีคำสั่งปูนบำเหน็จพิเศษเรียบร้อยแล้วเท่านั้น จึงจะได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบ ทบ.

คุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับทุน
  1. การให้ทุนการศึกษาจะให้ต่อบุตรไม่เกิน 3 คน ต่อ เจ้าหน้าที่ 1 ราย
  2. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่มีรายได้ประจำ ซึ่งมีการจ้างงานเป็นระยะเวลา 1 ปี
  3. เป็นผู้ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาของทางราชการ
  4. อายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์

ทุนการศึกษาแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้
  1. ระดับอนุบาล , ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนปีละ 4,000.-บาท
  2. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช./ปวส./ปวท. ทุนปีละ 6,000.-บาท
  3. ระดับปริญญาตรี ทุนปีละ 10,000.- บาท

การขอรับทุนการศึกษา ให้หน่วยต้นสังกัด รายงานขอรับทุนการศึกษา ถึง สก.ทบ. โดยมีหลักฐาน ดังนี้

  1. สำเนาบัญชี ธนาคาร โดยใช้ชื่อบัญชี " เพื่อการศึกษา สำหรับ ( ชื่อของทายาท ที่รับทุน ) โดยถ่ายเอกสารในหน้าแรกที่ระบุเลขที่บัญชี และหน้ามียอดการฝาก – ถอนเงินล่าสุด โดยใช้บัญชี 1 เล่ม ต่อทายาทที่รับทุน 1 ราย ทั้งนี้ให้ใช้สมุดเล่มเดิมตลอดห้วงระยะเวลาในการรับทุน
  2. ข้อมูลผู้ขอทุนการศึกษา ให้บันทึกตามผนวก ก ที่แนบ
  3. สำเนาคำสั่งปูนบำเหน็จพิเศษ
  4. รายงานการปฏิบัติ หรือคำสอบสวนเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต หรือ พิการทุพพลภาพ
  5. สำเนารายงานการสูญเสียของหน่วยต้นสังกัด
  6. สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อบุตรที่ขอรับทุนการศึกษา โดยจะต้องมีชื่อของกำลังพล ที่เสียชีวิต หรือพิการทุพพลภาพเป็น บิดา หรือ มารดา
  7. หนังสือรับรองของสถานศึกษา
  8. ใบมรณบัตรของกำลังพลกองทัพบก หรือใบรับรองความเห็นแพทย์แสดงว่าได้สูญเสียอวัยวะ หรืออวัยวะนั้น สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานโดยสิ้นเชิง ( พิการทุพพลภาพ )
  9. คำสั่งปลดออกจากประจำการ / หรือเลิกจ้าง ( กรณีพิการทุพพลภาพ )

ต้องใช้หลักฐานเอกสารใดบ้างเพื่อขอรับทุนส่งให้ สก.ทบ.

  1. สำเนาบัญชี ธนาคาร โดยใช้ชื่อบัญชี "เพื่อการศึกษา" สำหรับ ( ชื่อของทายาทที่รับทุน ) โดยถ่ายเอกสารในหน้าแรกที่ระบุเลขที่บัญชี และหน้ามียอดการฝาก – ถอนเงินล่าสุดโดยใช้บัญชี 1 เล่ม ต่อทายาทที่รับทุน 1 ราย ทั้งนี้ให้ใช้สมุดเล่มเดิมตลอดห้วงระยะเวลาในการรับทุน
  2. ข้อมูลผู้ขอทุนการศึกษา ให้บันทึกตามผนวก ก ที่แนบ
  3. สำเนาคำสั่งปูนบำเหน็จพิเศษ
  4. รายงานการปฏิบัติ หรือคำสอบสวนเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต หรือ พิการทุพพลภาพ
  5. สำเนารายงานการสูญเสียของหน่วยต้นสังกัด
  6. สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อบุตรที่ขอรับทุนการศึกษา โดยจะต้องมีชื่อของกำลังพล ที่เสียชีวิต หรือพิการทุพพลภาพเป็น บิดา หรือ มารดา
  7. หนังสือรับรองของสถานศึกษา
  8. ใบมรณะบัตรของกำลังพลกองทัพบก หรือ ใบรับรองความเห็นแพทย์ แสดงว่าได้สูญเสียอวัยวะ หรืออวัยวะนั้น สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานโดยสิ้นเชิง ( พิการทุพพลภาพ )
  9. คำสั่งปลดออกจากประจำการ / หรือเลิกจ้าง ( กรณีพิการทุพพลภาพ )

ผู้มีสิทธิจะได้รับการช่วยเหลือด้านใดบ้าง

   - การช่วยเหลือด้านการบรรจุทดแทน ให้ทายาทเข้ารับราชการได้ไม่เกิน 1 คน ต่อ เจ้าหน้าที่ 1 ราย ขั้นตอนการดำเนินการให้ปฏิบัติตามระเบียบ ทบ. ดังกล่าว
  - การช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล ต้องเป็นบิดา มารดา ของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตซึ่งไม่มีรายได้ประจำ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดา มารดาโดยสามารถขอรับการอนุเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาล ในสังกัด ทบ. ขั้นตอนการดำเนินการ ให้ปฏิบัติตามระเบียบ ทบ. ดังกล่าว
  - การช่วยเหลือด้านบ้านพักอาศัยของทางราชการ ให้หน่วยต้นสังกัด กำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อผ่อนผันให้ครอบครัวได้พักอาศัยในบ้านพักของทางราชการต่อไป ในกรณียังไม่มีที่พักอาศัยของตนเอง หรือยังไม่สามารถหาที่พักอื่น เพื่อพักอาศัยได้โดยไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ หรือกฎหมายที่กำหนด หรือมีความประสงค์จะขอรับโดยตรง เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยให้รายงานไปยัง กพ.ทบ. เพื่อประสานงานขอรับความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป

งานด้านส่งเสริมการศึกษา

  1. โครงการสงเคราะห์การสอบเข้าศึกษาต่อของบุตรข้าราชการ และลูกจ้าง ทบ. ดำเนินการ
มาตั้งแต่ปี 2537 เพื่อเป็นสวัสดิการแก่กำลังพลและครอบครัว โดยให้ความช่วยเหลือในเรื่องที่พัก
อาหาร การขนส่ง และการให้ความรู้เพิ่มเติมก่อนการสอบ การดำเนินงานแยกออกเป็น 2 ศูนย์
คือ ในพื้นที่ส่วนกลาง มี สก.ทบ.เป็นผู้ดำเนินการ และในพื้นที่ส่วนภูมิภาค มี ทภ.3 เป็นผู้ดำเนินการ

  2. รร.ทบอ. วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง รร.ทบอ. เพื่อสงเคราะห์บุตรข้าราชการใน ทบ.
ให้มีสถานที่ศึกษาที่ได้มาตรฐาน และสามารถเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาอื่น
ที่มีระดับการศึกษาสูงกว่า ปัจจุบันมี รร.ทบอ. ทั้งหมด 15 โรงเรียน มีคณะกรรมการอำนวยการสวัสดิการข้าราชการกองทัพบก (คณะกรรมการ อสก.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการบริหาร รร.ทบอ. และ สก.ทบ. กำกับดูแล รร.ทบอ. ให้เป็นไปตามนโยบายของ ทบ. และคณะกรรมการ อสก. โดยให้หน่วยต่าง ๆ ที่จัดตั้ง รร.ทบอ.จัดทำรายงานการปิดบัญชีเงินของกิจการ รร.ทบอ.ปีละ 1 ครั้ง ในวันสิ้นเดือน มี.ค.ของทุกปี


BACK